ลักษณะดาวที่มีองศาถึงกัน

ลักษณะดาวที่มีองศาถึงกัน

#ลักษณะดาวที่มีองศาส่งกำลังถึงกัน  ตอนที่ ๑

.#ลักษณะของดาวแต่ละดวงไม่ว่าจะอยู่ในราศีใดของจักรราศีย่อมมีมุมองศาถึงกันทั้งสิ้น แต่จะให้คุณหรือให้โทษอย่างไรขึ้นอยู่กับมุมองศาที่ถึงกัน

๑. #ทับลัคนาหรือร่วมราศีเดียวกัน 

#ดาวที่ทับลัคนาหรือร่วมราศีเดียวกัน มักจะส่งผลให้คุณและให้โทษรุนแรง ถือว่ามีกำลังแรงเป็นอันดับ ๑ เรียกว่า มุม ๐ องศา ท่านอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ท่านได้กล่าวว่า . #ถ้าดาวจันทร์(๒) กุมลัคน์หรือเป็น ๓ จากลัคนา เรียกว่า “ราชโชค” ถ้าเป็น ๖ แก่ลัคน์ เรียก ว่า อมฤคโชค ถ้าเป็น ๑๐ แก่ลัคน์ เรียกว่า สิทธิโชค เป็น ๑๑ แก่ลัคน์ เรียกว่า ลาภโชค ดวง ชาตาใดได้ดาวจันทร์(๒) เป็นเกณฑ์ดังกล่าว ประการใดประการหนึ่งก็ตาม ถึงแม้จะมีดาวบาป เคราะห์โคจรมาให้โทษแก่ดวงชาตา ก็สามารถบรรเทาทุกข์โทษได้ครึ่งหนึ่ง . #ถ้าดาวพฤหัส(๕) กุมลัคน์ เรียกว่า กมุทเกณฑ์  เป็น ๔ กับลัคน์เรียกว่า จตุรเกณฑ์ เป้น ๕ แก่ลัคน์ ชื่อ ธรรมเกณฑ์ เป็น ๙ แก่ลัคน์ ชื่อ ธนูเกณฑ์  เป้น ๑๑ แก่ลัคน์ชื่อ สิงหเกณฑ์ ดวง ชาตาใดได้ดาวพฤหัส(๕) ตรงกับเกณฑ์ที่ว่านี้ เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง นับว่าเป็นดาวที่เชิดชาตา คุ้มภัยจากโทษจากดาวบาปเคราะห์ ให้บรรเทาเบาบางลงได้ .

#การใหัคุณแก่ดวงชาตานั้นของดาวจร จะให้คุณตาม ๑. ความหมายของดาว “ยศศักด์ทายอาทิตย์  รูปจริตทายจันทร์  กล้าแข็งขยันทายอังคาร เจรจาอ่อนหวานทายพุธ ปั ญญาบริสุทธิืทายพฤหัส  กิเลสสมบัติทายศุกร์  โทษทุกข์ทายเสาร์ มัวเมาทายราหู อายุยืนอยู่ทายเกตุ ภัยอาเภททายมฤตยู ๒.ความหมายของเรือนชาตา เรือนชาตาเราถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากในการพยากรณ์ดวง ชาตาของแต่คน แบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน คือ    ๒.๑ ให้พิจารณาว่าเจ้าเรือนชาตาไปสถิตอยู่ในราศีหรือภพอะไร มีคุณภาพเป็นธาตุชั้นอะไร ได้ตําแหน่งอะไรบ้าง เช่น เกษตร อุจ มหาจักร ราชาโชค ประ    

๒.๒ ให้พิจารณาเจ้าเรือนชาตาสองเรือนขึ้นไปมาอยู่ร่วมราศีเดียวกัน กล่าวคือเมื่อดาวดวง หนึ่งเป็นดาวเจ้าเรือนของภพหนึ่งหรือสองภพ(ดาวเกษตร) มาสัมพันธ์กับอีกภพหนึ่ง จะให้คํา พยากรณ์อย่งไร เป็นการพยากรณ์แบบภพผสมภพ - ในกรณีที่ดาวเจ้าเรือนชาตาโคจรไปสถิตอยู่ตามภพต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ภพของตนเอง #จุด ที่สําคัญ คือ จะต้องเอาตัวเจ้าเรือนเป็นตัวเรื่อง เอาเจ้าเรือนที่ดาวดวงนั้นไปสถิตอยู่ เป็นตัวแสดงเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ดาวเจ้าเรือนตนุลัคน์ โคจรไปสถิตอยู่ในภพต่าง ๆ จะพยากรณ์ดังนี้ - หากดาวเจ้าเรือนตนุเป็นเกษตรกุมลัคนา ทายว่า เจ้าชาตา เจ้าชะตามีอิสระทางจิตใจ จะ คิดจะนึกสิ่งใด ก็มีความคล่องใจพอประมาณ ไม่อยู่ในอิทธิพลของดาวเคราะห์อื่น หรือ สิ่งอื่น ค่อนข้างเป็นอิสระทางใจ หรือทางความรู้สึกนึกคิด มีความเป็นตัวของตัวเอง มี ความเชื่อมั่นในตนเองสูง เจ้าชะตามีอํานาจชนะศัตรูได้ มักต้องพึ่งพาตนเอง ไม่ชอบ ขอความช่วยเหลือจากใคร มีสุขภาพแข็งแรง ขยันคล่องแคล้ว ทะนงองอาจ ทํามาหากินด้วยตนเอง เอาชนะความยุ่งยากได้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พึ่งพาคนอื่นยาก และ มักจะเอาแต่ใจตัวเอง ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นตนเองนั่นแหละเป็นผู้กระทํา และต้อง ระวังความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดว่าจะเกิด   สรุป  เจ้าชะตาเป็นคนมี วาสนาดี ในอดีตชาติได้สั่งสมบุญกุศลไว้มาก  ส่งผลให้ชาติปัจจุบันมีโชคดีและประสบ กับความสําเร็จในชีวิต มีชื่อเสียงและเกียรติยศ มีความมั่นคงแห่งชีวิต มีสุขภาพ ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง 

.#การพยากรณ์ดาวจรก็เหมือนกับการพยากรณ์ดวงชาตาเดิม แต่ดาวเจ้าเรือนลัคนาที่จรไปอยู่ในภพต่าง ๆ  ที่อาจจะไม่ใช้ภพเดิมหรือเป็นภพเดิมก็ได้ ความหมายก็จะเปลี่ยนไปตามความหมายของดาวและเจ้าเรือนชาตาที่เจ้าเรือนลัคนาไปสถิต ใช้วิธีการพยากรณ์กรแบบภพผสมภพ

๒. #ดาวที่เล็งลัคนา เป็นมุม ๑๘๐ องศา

#ดาวที่โคจรมาเล็งลัคนา มักจะส่งผลให้คุณและให้โทษเป็นอันดับ ๒   เช่น ดาวเคราะห์คู่ มิตร หากอยู่ในดวงชาตาในลักษณะเล็งกันจะเห็นว่า จะให้คุณอย่างโดดเด่น หากร่วมราศีกันย่อมเรียบเฉยไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ดาวเคราะห์คู่ มิตรจะให้คุณชัดแจ้งจะต้องเป็นดาวดวงเดียวอยู่ในราศีหนึ่ง อีกดวงหนึ่ง ก็เป็นดาวดวงเดียวเช่นกัน อยู่ในราศีตรงกันข้ามหรือเล็งกัน หรืออาจจะ เป็นดาวสองซี่งเป็นดาวคู่มิตรอยู่ในราศีเดียวกันโดยไม่มีดาวเคราะห์อื่น มาปะปนจึงจะให้คุณแน่นอน . ดาวเคราะห์คู่ศัตรู ก็ลักษณะเดียวกัน ดาวคู่ศัตรูที่ให้โทษจะต้องเล็งกัน และถ้าร่วมราศีกันไม่ถือว่าเป็นคู่ศัตรูอาจจะเป็นคู่มิตรก็ได้ ท่านอาจารย์ บรรเทา จันทรศร(อุตรภัทร์) ท่านกล่าวไว้ว่า ลักษณะของดาวคู่ศัตรูที่ ร่วมราศีกันเป็นลักษณะที่แปลก อาจจะเรียกว่าเป็นดาวคู่มิตรกันก็ได้ หรือเป็นคู่ศัตรูแต่คล้าย ๆ มิตรก็ได้ เช่น สามีภรรยาที่อยู่บ้านเดียวกัน ห้องเดียวกัน แต่ทะเลาะกันทุกวัน แทนที่จะเลิกร้างกัน กลับมีลูกดก แบบหัวปีท้ายปี หรือดาวอังคาร(๓) กับดาวอาทิตย์(๑) อยู่ร่วมราศี เดียวกันในภพการเงิน ปกติเราก็ทายว่าเป็นคนที่ใช้เงินเปลือง ใช้เงินเก่ง แต่เขาจะเป็นคนหาเงินเก่งด้วย จึงสามารถใช้เงินได้อย่างฟุ้มเฟือย หรือ หากดาวอาทิตย์(๑)และดาวอังคารอยู่ในภพการงาน จะทายว่าไม่มีงานทํา ย่อมจะไม่ถูก แต่จะต้องทายว่า มีอาชีพการงาน แต่มีการเปลี่ยนงานบ่อย ย้ายงานบ่อย แต่ที่เปลี่ยนงานบ่อย เพราะเป็นคนหางานทําได้เก่ง 

 .

๓. #ดาวที่โคจรมาเป็น ๕ จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุเดียวกัน เป็นมุมตรีโกณ มี ๑๒๐ องศา

มุมตรีโกณ ย่อมมีกระแสรุนแรงมาก ท่านบูรพาจารย์ท่านว่าเป็นมุมที่มีอุปการะดีมาก แม้ดาวบาปเคราะห์ส่งกระแสตรีโกณมาถึง ย่อมทำให้ความร้ายสงบลงไปได้บ้าง หากเป็นดาวที่ให้คุณ ถือว่าจะให้คุณแรงมาก ถือว่าแรงเป็นอันดับ ๓ ให้ตรวจในดวงชาตาเดิม ถ้ามีดาวเคราะห์ที่ทำมุมตรีโกณ (๑๒๐ องศา) แก่กัน หมายถึงดาวเคราะห์ที่เป็นธาตุเดิยวกันในดวงชาตาเดิม เช่น ราศีสิงห์เป็นราศีธาตุไฟ และราศีธนูก็เป็นราศีธาตุไฟ  หากโคจรมาต้องกันเรียกว่าเป็นดาวเคราะห์ที่เป็นอสีติธาตุ ย่อมให้คุณ เช่น ดาวพฤหัส(๕) อยู่ราศีพฤษภซึ่งเป็นราศีธาตุดินและดาวศุกรอยู่ราศีมังกรซึ่งเป็นราศีธาตุดินเช่นกัน เรียกว่า ดาวเคราะห์ร่วมธาตุกัน ในลักษณะนี้ ไม่ว่าดาวศุกร์(๖) โคจรไปทับเล็งดาวพฤหัส(๕) หรือดาวศุกร์(๖) โคจรไปทับเล็งดาวพฤหัส(๕) ก็ย่อมให้คุณทั้งสิ้น และให้คุณอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ  โดยไม่ต้องลำบาก เพราะหากนับภพจากดาวศุกร์ราศีมังกรไปหาดาวพฤหัสราศีพฤษภเป็นภพที่ ๕ เรียกวา ปุตตะ หมายถึง บุตร ธิดา บริวาร ความสุข ความสนุก ความสมประสงค์จะได้ลาภโดยเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน และหากนับจากดาวพฤหัสราศีพฤษภไปหาดาวศุกร์ที่ราศีมังกร เป็นราศีที่ ๙ ภพศุภะ หมายถึง ความยอมรับนับถือ ความสุข การมีเกียรติ ดังนั้น เมื่อดาวที่อยู่ในลักษณะดังกล่าวคือเป็นห้าราศีหรือเก้าราศีแก่กัน ถ้ามาทับกันเข้า ย่อมให้คุณอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก

.

๔. #ดาวที่โคจรมาเป็น ๓ จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุคู่มิตรแก่กัน เป็นมุมโยค มี ๖๐ องศา

#มุมโยค นับจากลัคนาไปข้างหน้า ๓ ราศี และนับถอยหลัง ๓ ราศี ดาวดวงนั้นจะส่งกระแสแรงเป็นอันดับ ๔ ให้ตรวจในดวงชาตาเดิม ถ้ามีดาวเคราะห์ที่ทำมุมโยค (๖๐ องศา) แก่กัน เวลาโคจรไปพบกันเข้าหรือไปทับกันดับดาวที่โยค   ย่อมให้คุณ ตัวอย่าง ดาวอาทิตย์(๑) อยู่ราศีสิงห์ และดาวเสาร์(๗) อยู่ราศีตุลย์ ในลักษณะนี้ไม่ว่าดาวอาทิตย์(๑)โคจรไปทับดาวเสาร์หรือดาวเสาร์โคจรไปทับดาวอาทิตย์(๑)  ย่อมให้คุณ เพราะราศีธาตุภพ ให้ความเกื้อกูลต่อกัน ในลักษณะภพ นับจากดาวอาทิตย์ราศีสิงห์ไปหาเสาร์ราศีตุลย์เป็นภพที่ ๓ เรียกว่าสหัชชะ หากนับจากเสาร์(๗) ราศีตุลย์ไปหาดาวอาทิตย์(๑) ราศีสิงห์เป็นภพที่เรียกว่าลาภะ ดังนั้น เมื่อดาวอาทิตย์(๑) โคจรมาทับเสาร์ เรียกว่าลาภะมาทับ หรือหากเสาร์ทับดาวอาทิตย์ เรียกว่า เสาร์ทับดาวลาภะ  อีกประการหนึ่ง ราศีสิงห์ธาตุไฟ ราศีตุลย์ธาตุลม เป็นธาตุคู่มิตรกัน ฉะนั้น เมื่อดาวที่สถิตอยู่ในราศีธาตุทั้ง ๒ โคจรมาต้องกันก็ย่อมให้คุณ

#ลักษณะดาวที่มีองศาส่งกำลังถึงกัน

#ตอนที่

.

๕. #ดาวที่โคจรมาเป็น ๔   จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุชั้น ๔ ธาตุคู่ศัตรู เป็นมุมจตุโกณ มี ๙๐ องศา หรือโคจรมาเป็น ๑๐ จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุชั้น ๓ ธาตุเป็นกลาง  เป็นมุมจตุโกณ มี ๙๐ องศา  เป็นมุมฉาก ๙๐ องศา ถือว่าเป็นมุมหักเป็นข้อพับ  ท่านบูรพาจารย์ ท่านว่า มุมจตุโกณ เป็นมุมขัดแย้ง  แม้ดาวคู่มิตร เช่น ดาวอาทิตย์(๑) กับดาวพฤหัส(๕) ดาวจันทร์(๒) กับดาวพุธ(๔)  ดาวอังคาร(๓) กับดาวศุกร์ และดาวเสาร์(๗) กับดาวราหู (๘) ถ้าตั้งอยู่ในมุมแบบนี้ ย่อมส่งผลเสียให้เจ้าขาตา ถือว่า แรงเป็นอับดับ ๕   ท่านอาจารย์พลูหลวงท่านกล่าวว่า ในการพยากรณ์ต้องสังเกตุการรับมุมให้ดี เช่น ลัคนาหรือดาวสถิตอยู่ราศีเมษ ถ้ามีดาวบาปเคราะห์สถิตอยู่ที่ราศีทวารอื่นหมด คือ ราศีกรกฎ ราศีตุลย์ และราศีมังกร แบบนี้เรียกว่า ดาวเดินเป็นรูปกากะบาท ให้โทษมาก  ยิ่งมีดาวบาปเคราะห์ทับเข้าทับด้วยแล้ว ยิ่งมีกระแสแรงยิ่งขึ้น  ท่านอาจารย์ย้ำว่า ข้อนี้ควรจดจำให้ดี เช่น เดียวกับมุมโยค ถ้ามีดาวบาปเคราะห์โยคหน้าและมีดาวบาปเคราะห์ตรึงอยู่ข้างหลังอีกด่วย ลักษณะนี้จะให้โทษเหลือกำลัง แต่ถ้าเป็นดาวศุภเคราะห์ ทั้งโยคหน้าและหลัง ก็ให้คุณแรงเช่นกัน ในมุมตรีโกณก็ลักษณะเดียวกัน ถ้าดาวบาปเคราะห์โคจรมาตรึงในมุมตรีโกณ ก็ต้องเพิ่มโทษเป็นทวีคูณ ยิ่งเข้ามาทับรับกันทั้ง ๓ มุม ก็ให้ผลแรงมาก เช่น ดาวเสาร์(๗) ทับลัคนา มีดาวอังคาร(๓) โคจรมาเป็น ๕ (ตรีโกณ) ดาวอาทิตย์(๑) หรือดาวราหู(๘) โคจรมาเป็น ๙ (ตรีโกณ) ในรูปสามมุมหรือสามราศีแบบนี้ จงระวัง ท่านว่าเคราะห์ร้ายหนัก  ถ้าประมาทก็ถึงตายได้ ดวงดาวที่ส่งกระแสรับกันแบบนี้ ย่อมมีกำลังมาก แต่ถ้าเป็นดาวศุภเคราะห์ ทั้งตรีโกณหน้าและหลัง ก็ให้คุณแรงมากเช่นกัน

.

๖. #มุมกึ่งโยค หรือ ๓๐ องศา  จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุชั้น ๓ ธาตุเป็นกลาง คุณและโทษ ย่อมเบาบางลงตามลำดับ ถือว่าเป็นอันดับ ๖ เช่น หากลัคนาอยู่ราศีเมษ มีดาวเสาร์ (๗)อยู่หน้าลัคนา และดาวอังคาร(๓) อยู่หลังลัคนา ทั้งดาวเสาร์(๗) และดาวอังคาร(๓) เป็นดาวบาปเคราะห์ เจ้าชาตาต้องระวัง จะให้โทษยิ่งนัก  ยิ่งมีดาวบาปเคราะห์ทับลัคนาอีกตำแหน่งหนึ่งก็ยิ่งแรงมากยิ่งขึ้นหรือ  หากลัคนาอยู่ราศีเมษ มีดาวศุกร (๖)อยู่หน้าลัคนา และดาวพฤหัส(๕) อยู่หลังลัคนา ทั้งดาวศุกร์(๖) และดาวพฤหัส(๕) เป็นดาวศุภเคราะห์  ก็จะให้คุณมาก ยิ่งมีดาวศุภเคราะห์ทับลัคนาอีกตำแหน่งหนึ่งก็ยิ่งแรงมากยิ่งขึ้น

.

๗. #มุมทะแยง รูปปลายลูกศร ๑๕๐ องศา อันมุมนี้คุณและโทษเป็นอันดับ ๗ ดาวเคราะห์ที่อยู่ในมุมทะแยง จะอยู่ในทุสนะภพ(อริ และมรณะ) ราศีเหล่านี้ย่อมให้โทษแก่เจ้าชาตา แม้แต่ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในดวงชาตาก็เช่นกัน ดาวเคราห์ที่อยู่ในดวงชาตาเดิมที่อยู่ในราศีที่ ๖ (อริ) และราศีที่ ๘(มรณะ) แก่กัน ย่อมให้โทษแก่กัน ดังนั้น เมื่อดาวดังกล่าวโคจรไปพบกันหรือโคจรไปต้องกันย่อมให้โทษแก่เจ้าชาตา  รวมทั้งดาวที่อยู่ในราศีที่ ๑๒ (วินาสน์) ด้วย ตัวอย่างเช่น ดาวเสาร์(๗) อยู่ในราศีเมษ ดาวอาทิตย์(๑) อยู่ราศีพิจิก นับตามธาตุ ราศีเมษเป็นราศีธาตุไฟ ราศีพิจิก เป็นราศีธาตุน้ำ เป็นธาตุชั้น ๔ ธาตุคู่ศัตรู นับตาภพคือนับจากราศีเมษไปถึงราศีพิจิก เป็นราศีที่ ๘ เรียกว่าภพมรณะ นับจากราศีพิจิกไปราศีเมษเป็นราศีที่ ๖ เรียกว่าภพอริ สรุปว่าทั้งธาตุและภพเป็นศัตรูกันตลอดเรื่อง ในลักษณะนี้หากดาวอาทิตย์(๑) โคจรไปทับเล็งดาวเสาร์(๗) หรือดาวเสาร์(๗) โคจรมาเล็งทับดาวอาทิตย์(๑)  ผลร้ายจะเกิดขึ้นแก่เจ้าชาตาแน่นอน

  ดังนั้น ในเวลาดูดาวจร เมื่อดาวเคราะห์ดวงหนึ่งโคจรมาทับเล็งดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ก็ให้ย้อนกลับไปดูดวงชาตาเดิมว่าดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนั้น ดวงเดิมอยู่ในทุสนะภพแก่กันหรือไม่ หากอยู่ในทุสนะภพแก่กัน ย่อมให้โทษ หากอยู่ในภพโยคและตรีโกณแก่กันย่อมให้คุณแก่เจ้าชาตา จะให้คุณและให้โทษอย่างไร  ให้ตรวจสอบตามลักษณะนี้ ๑. ให้คุณหรือให้โทษตามความหมายของดาวเคราะห์ที่ว่า “ยศศักดิ์ทายอาทิตย์ รูปจริตทายจันทร์ กล้าแข็งขยันทายอังคาร เจรจาอ่อนหวานทายพุธ ปัญญาบริสุทธิทายพฤหัส กิเลสสมบ้ติทายศุกร์ โทษทุกข์ทายเสาร์ มัวเมาทายราหู อายุยืนอยู่ทายเกตุ ภัยอาเภททายมฤตยู”

๒.ให้คุณหรือโทษตามความหมายของเรือนชาตา อันมีตนุ กดุมภะ สหัชชะ พันธุ ปุตตะ อริ ปัตนิ มรณะ ศุภะ กัมมะ ลาภะ และวินาสน์ จำนวน ๑๒ ภพ หรือ ๑๒ เรือนชาตา

.ท่านอาจารย์พลูหลวง ท่านกล่าวว่า อันมุมทั้งหลายเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในมุมใด ย่อมมีกระแสส่งกำลังถึงกันหมด  ยิ่งในการดาวพระเคราะห์โคจรถึงกันสนิทแล้ว  ไม่ว่าจะอยู่ในราศีใดก็ย่อมจะเกิดผลต่อคำพยากรณ์ทันที  โดยไม่ต้องคำนึงถึงลัคนาเลยแม้แต่น้อย คือไม่มีลัคนาก็ทายได้ และทายได้อย่างแม่นยำ แต่ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะดาวใหญ่ ๆที่เดินช้า เช่น ดาวอังคาร(๓) ดาวพฤหัส(๕) ดาวศุกร์(๖) ดาวเสาร์(๗) ดาวราหู(๘) ดาวเกตุ(๙) ดาวมฤตยู(๐) ดาวเนพจูนและดาวพลูโต เท่านั้น ส่วนดาวอาทิตย์(๑) ดาวจันทร์(๒) และดาวพุธ(๔) ซึ่งโคจรเดินเร็ว จะต้องใช้ลัคนาประกอบด้วย  ถ้าเราดูดาวจรโคจรองศาถึงกันก็สามารถพยากรณ์ได้ทันที ผลการทำนายดาวที่มีองศากระทบกันนี้ เป็นคนละวิธีกับการทำนายแบบภพผสมภพ ซึ่งถ้ารู้จักนำมาผสมกัน ก็จะทำให้คำพยากรณ์มีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น

#ลักษณะดาวที่มีองศาส่งกำลังถึงกัน

#ตอนที่

.๕. #ดาวที่โคจรมาเป็น ๔   จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุชั้น ๔ ธาตุคู่ศัตรู เป็นมุมจตุโกณ มี ๙๐ องศา หรือโคจรมาเป็น ๑๐ จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุชั้น ๓ ธาตุเป็นกลาง  เป็นมุมจตุโกณ มี ๙๐ องศา  เป็นมุมฉาก ๙๐ องศา ถือว่าเป็นมุมหักเป็นข้อพับ  ท่านบูรพาจารย์ ท่านว่า มุมจตุโกณ เป็นมุมขัดแย้ง  แม้ดาวคู่มิตร เช่น ดาวอาทิตย์(๑) กับดาวพฤหัส(๕) ดาวจันทร์(๒) กับดาวพุธ(๔)  ดาวอังคาร(๓) กับดาวศุกร์ และดาวเสาร์(๗) กับดาวราหู (๘) ถ้าตั้งอยู่ในมุมแบบนี้ ย่อมส่งผลเสียให้เจ้าขาตา ถือว่า แรงเป็นอับดับ ๕   ท่านอาจารย์พลูหลวงท่านกล่าวว่า ในการพยากรณ์ต้องสังเกตุการรับมุมให้ดี เช่น ลัคนาหรือดาวสถิตอยู่ราศีเมษ ถ้ามีดาวบาปเคราะห์สถิตอยู่ที่ราศีทวารอื่นหมด คือ ราศีกรกฎ ราศีตุลย์ และราศีมังกร แบบนี้เรียกว่า ดาวเดินเป็นรูปกากะบาท ให้โทษมาก  ยิ่งมีดาวบาปเคราะห์ทับเข้าทับด้วยแล้ว ยิ่งมีกระแสแรงยิ่งขึ้น  ท่านอาจารย์ย้ำว่า ข้อนี้ควรจดจำให้ดี เช่น เดียวกับมุมโยค ถ้ามีดาวบาปเคราะห์โยคหน้าและมีดาวบาปเคราะห์ตรึงอยู่ข้างหลังอีกด่วย ลักษณะนี้จะให้โทษเหลือกำลัง แต่ถ้าเป็นดาวศุภเคราะห์ ทั้งโยคหน้าและหลัง ก็ให้คุณแรงเช่นกัน ในมุมตรีโกณก็ลักษณะเดียวกัน ถ้าดาวบาปเคราะห์โคจรมาตรึงในมุมตรีโกณ ก็ต้องเพิ่มโทษเป็นทวีคูณ ยิ่งเข้ามาทับรับกันทั้ง ๓ มุม ก็ให้ผลแรงมาก เช่น ดาวเสาร์(๗) ทับลัคนา มีดาวอังคาร(๓) โคจรมาเป็น ๕ (ตรีโกณ) ดาวอาทิตย์(๑) หรือดาวราหู(๘) โคจรมาเป็น ๙ (ตรีโกณ) ในรูปสามมุมหรือสามราศีแบบนี้ จงระวัง ท่านว่าเคราะห์ร้ายหนัก  ถ้าประมาทก็ถึงตายได้ ดวงดาวที่ส่งกระแสรับกันแบบนี้ ย่อมมีกำลังมาก แต่ถ้าเป็นดาวศุภเคราะห์ ทั้งตรีโกณหน้าและหลัง ก็ให้คุณแรงมากเช่นกัน

.๖. #มุมกึ่งโยค หรือ ๓๐ องศา  จากดาวดวงใด ดาวดวงนํ้นจะอยู่ราศีธาตุชั้น ๓ ธาตุเป็นกลาง คุณและโทษ ย่อมเบาบางลงตามลำดับ ถือว่าเป็นอันดับ ๖ เช่น หากลัคนาอยู่ราศีเมษ มีดาวเสาร์ (๗)อยู่หน้าลัคนา และดาวอังคาร(๓) อยู่หลังลัคนา ทั้งดาวเสาร์(๗) และดาวอังคาร(๓) เป็นดาวบาปเคราะห์ เจ้าชาตาต้องระวัง จะให้โทษยิ่งนัก  ยิ่งมีดาวบาปเคราะห์ทับลัคนาอีกตำแหน่งหนึ่งก็ยิ่งแรงมากยิ่งขึ้นหรือ  หากลัคนาอยู่ราศีเมษ มีดาวศุกร (๖)อยู่หน้าลัคนา และดาวพฤหัส(๕) อยู่หลังลัคนา ทั้งดาวศุกร์(๖) และดาวพฤหัส(๕) เป็นดาวศุภเคราะห์  ก็จะให้คุณมาก ยิ่งมีดาวศุภเคราะห์ทับลัคนาอีกตำแหน่งหนึ่งก็ยิ่งแรงมากยิ่งขึ้น

.๗. #มุมทะแยง รูปปลายลูกศร ๑๕๐ องศา อันมุมนี้คุณและโทษเป็นอันดับ ๗ ดาวเคราะห์ที่อยู่ในมุมทะแยง จะอยู่ในทุสนะภพ(อริ และมรณะ) ราศีเหล่านี้ย่อมให้โทษแก่เจ้าชาตา แม้แต่ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในดวงชาตาก็เช่นกัน ดาวเคราห์ที่อยู่ในดวงชาตาเดิมที่อยู่ในราศีที่ ๖ (อริ) และราศีที่ ๘(มรณะ) แก่กัน ย่อมให้โทษแก่กัน ดังนั้น เมื่อดาวดังกล่าวโคจรไปพบกันหรือโคจรไปต้องกันย่อมให้โทษแก่เจ้าชาตา  รวมทั้งดาวที่อยู่ในราศีที่ ๑๒ (วินาสน์) ด้วย ตัวอย่างเช่น ดาวเสาร์(๗) อยู่ในราศีเมษ ดาวอาทิตย์(๑) อยู่ราศีพิจิก นับตามธาตุ ราศีเมษเป็นราศีธาตุไฟ ราศีพิจิก เป็นราศีธาตุน้ำ เป็นธาตุชั้น ๔ ธาตุคู่ศัตรู นับตาภพคือนับจากราศีเมษไปถึงราศีพิจิก เป็นราศีที่ ๘ เรียกว่าภพมรณะ นับจากราศีพิจิกไปราศีเมษเป็นราศีที่ ๖ เรียกว่าภพอริ สรุปว่าทั้งธาตุและภพเป็นศัตรูกันตลอดเรื่อง ในลักษณะนี้หากดาวอาทิตย์(๑) โคจรไปทับเล็งดาวเสาร์(๗) หรือดาวเสาร์(๗) โคจรมาเล็งทับดาวอาทิตย์(๑)  ผลร้ายจะเกิดขึ้นแก่เจ้าชาตาแน่นอน

  ดังนั้น ในเวลาดูดาวจร เมื่อดาวเคราะห์ดวงหนึ่งโคจรมาทับเล็งดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ก็ให้ย้อนกลับไปดูดวงชาตาเดิมว่าดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนั้น ดวงเดิมอยู่ในทุสนะภพแก่กันหรือไม่ หากอยู่ในทุสนะภพแก่กัน ย่อมให้โทษ หากอยู่ในภพโยคและตรีโกณแก่กันย่อมให้คุณแก่เจ้าชาตา จะให้คุณและให้โทษอย่างไร  ให้ตรวจสอบตามลักษณะนี้ ๑. ให้คุณหรือให้โทษตามความหมายของดาวเคราะห์ที่ว่า “ยศศักดิ์ทายอาทิตย์ รูปจริตทายจันทร์ กล้าแข็งขยันทายอังคาร เจรจาอ่อนหวานทายพุธ ปัญญาบริสุทธิทายพฤหัส กิเลสสมบ้ติทายศุกร์ โทษทุกข์ทายเสาร์ มัวเมาทายราหู อายุยืนอยู่ทายเกตุ ภัยอาเภททายมฤตยู”

๒.ให้คุณหรือโทษตามความหมายของเรือนชาตา อันมีตนุ กดุมภะ สหัชชะ พันธุ ปุตตะ อริ ปัตนิ มรณะ ศุภะ กัมมะ ลาภะ และวินาสน์ จำนวน ๑๒ ภพ หรือ ๑๒ เรือนชาตา

.ท่านอาจารย์พลูหลวง ท่านกล่าวว่า อันมุมทั้งหลายเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในมุมใด ย่อมมีกระแสส่งกำลังถึงกันหมด  ยิ่งในการดาวพระเคราะห์โคจรถึงกันสนิทแล้ว  ไม่ว่าจะอยู่ในราศีใดก็ย่อมจะเกิดผลต่อคำพยากรณ์ทันที  โดยไม่ต้องคำนึงถึงลัคนาเลยแม้แต่น้อย คือไม่มีลัคนาก็ทายได้ และทายได้อย่างแม่นยำ แต่ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะดาวใหญ่ ๆที่เดินช้า เช่น ดาวอังคาร(๓) ดาวพฤหัส(๕) ดาวศุกร์(๖) ดาวเสาร์(๗) ดาวราหู(๘) ดาวเกตุ(๙) ดาวมฤตยู(๐) ดาวเนพจูนและดาวพลูโต เท่านั้น ส่วนดาวอาทิตย์(๑) ดาวจันทร์(๒) และดาวพุธ(๔) ซึ่งโคจรเดินเร็ว จะต้องใช้ลัคนาประกอบด้วย  ถ้าเราดูดาวจรโคจรองศาถึงกันก็สามารถพยากรณ์ได้ทันที ผลการทำนายดาวที่มีองศากระทบกันนี้ เป็นคนละวิธีกับการทำนายแบบภพผสมภพ ซึ่งถ้ารู้จักนำมาผสมกัน ก็จะทำให้คำพยากรณ์มีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ท่านอาจารย์พลูหลวง ท่านกล่าวว่า อันมุมทั้งหลายเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในมุมใด ย่อมมีกระแสส่งกำลังถึงกันหมด  ยิ่งในการดาวพระเคราะห์โคจรถึงกันสนิทแล้ว  ไม่ว่าจะอยู่ในราศีใดก็ย่อมจะเกิดผลต่อคำพยากรณ์ทันที  โดยไม่ต้องคำนึงถึงลัคนาเลยแม้แต่น้อย คือไม่มีลัคนาก็ทายได้ และทายได้อย่างแม่นยำ แต่ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะดาวใหญ่ ๆที่เดินช้า เช่น ดาวอังคาร(๓) ดาวพฤหัส(๕) ดาวศุกร์(๖) ดาวเสาร์(๗) ดาวราหู(๘) ดาวเกตุ(๙) ดาวมฤตยู(๐) ดาวเนพจูนและดาวพลูโต เท่านั้น ส่วนดาวอาทิตย์(๑) ดาวจันทร์(๒) และดาวพุธ(๔) ซึ่งโคจรเดินเร็ว จะต้องใช้ลัคนาประกอบด้วย  ถ้าเราดูดาวจรโคจรองศาถึงกันก็สามารถพยากรณ์ได้ทันที ผลการทำนายดาวที่มีองศากระทบกันนี้ เป็นคนละวิธีกับการทำนายแบบภพผสมภพ ซึ่งถ้ารู้จักนำมาผสมกัน ก็จะทำให้คำพยากรณ์มีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น

# อาจารย์จะเปิดสอนโหราศาสตร์ไทย รุ่นที่ ๑๗ วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๘ สนใจสมัครเรียนให้ Inbox: m.me/arjarnthi

Read more

นิจฟื้นมีหลักเกณฑ์อย่างไร

นิจฟื้นมีหลักเกณฑ์อย่างไร

นิจฟื้น มีหลักเกณฑ์อย่างไร  ? ท่านอาจารย์บรรเทา จันทรศร(อุตรภัทร์) ท่านกล่าวว่า ดาวเคราะห์ที่ได้ตำแหน่งนิจ จะอยู่ตรงข้ามกับดาวที่ได้ตำแหน่ง อุจจ์ เช่น ดาวอาทิตย์(๑) เป็นอุจที่ราศีเมษ เป็นนิจที่ราศีตุลย์

เคล็ดลับเกี่ยวกับดาวศุกร์(๖) เพิ่มเติม

เคล็ดลับเกี่ยวกับดาวศุกร์(๖) เพิ่มเติม

เคล็ดลับเกี่ยวกับดาวศุกร์(๖) เพิ่มเติม ๑. ดาวศุกร์ (๖) ในโหราศาสตร์ไทยถือเป็นดาวที่มีอิทธิพลสำคัญต่อความรัก ความงาม ศิลปะ และทรัพย์สิน คำกลอนที่ว่า "กิเลสสมบัติทายศุกร์" สะท้อนถึงบทบาทของดาวศุกร์ในสองด้านหลัก คือ "กิ

เคล็ดลับเกี่่ยวกับดาวพุธ(๔)

เคล็ดลับเกี่่ยวกับดาวพุธ(๔)

เคล็ดลับเกี่ยวกับดาวพุธ(๔)  มีคำโบราณที่ท่านบูรพาจารย์ ได่กล่าวไว้ในการให้ฤกษ์ว่า “แต่งงานวันพุธ(๔) หัวกุดท้ายเน่า”  กล่าวคือ ห้ามให้ฤกษ์แต่งงานในวันพุธ(๔) ทำให้เกิดความสงสัยว่าทำไม ถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมถึงไม่ควรให้

เคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องธาตุ

เคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องธาตุ

เคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องธาตุ ท่านอาจารย์บรรเทา จันทร์ศร(อุตรภัทร)  ท่านกล่าวว่าเคล็ดลับเรื่องธาตุ ถือว่าเพชรเม็ดเอกของโหราศาสตร์ไทย  โบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า โหรใดพยากรณ์โดยไม่ใช้ธาตุ ก็จะเป็นโหรที่แม่นยำไม่ได้ หรือคนที่ไม่รู้เรื่องธาตุก็เท่